แม่บ้าน/พี่เลี้ยงเด็ก/ดูแลผู้สูงอายุ/พยาบาลเฝ้าไข้

บริการ-จัดส่ง พนักงาน แม่บ้าน อายุตั้งแต่ 20-45 ปี

บริการ-พี่เลี้ยงเด็ก แรกเกิด-เด็กโต โดยพนักงานที่มีประสบการณ์และผ่านการอบรมจาก พยาบาลวิชาชีพ

บริการ-ดูแลผู้สูงอายุ อยู่เป็นเพื่อน คนชรา อาบน้ำเช็ดตัว จัดยาหาอาหาร พยุงเข้าห้องน้ำ ทำกายภาพบำบัด ให้อาหารทางสายยาง ดูดเสมหะ อัมพฤกษ์ อัมพาต ด้วยพนักงานที่มีประสบการณ์มากกว่า 7 ปี

ไม่มีพนักงานเปลี่ยนภายใน 3 วัน ยินดีคืนเงิน บริการ 24 ช.ม. มีทั้งหมด 3 สาขา จดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ทะเบียนเลขที่ 0108134705023 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2547



สนใจติดต่อได้ที่ 02-4823868 สายด่วน 086-4050017 (ตลอด 24 ช.ม)

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

ความเครียดในผู้เฝ้าไข้

ผู้ดูแลผู้สูงอายุทำหน้าที่อะไรบ้าง?
ผู้ดูแลผู้สูงอายุ บางที จะเป็นญาติใกล้ชิดผู้ป่วย หรือ เป็นผู้ช่วยพยาบาล หรือพนักงานเฝ้าไข้ ซึ่งจะมีหน้าที่ เฝ้าไข้ คอยดูแลอยู่กับผู้ป่วย คอยปรนนิบัติ ดูแลพยาบาลในกิจวัตรประจำวันพื้นฐานต่างๆของผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุ ที่มีโรคประจำตัว หรือโรคเรื้อรังต่างๆ อาทิเช่นโรคมะเร็ง อัมพฤกษ์ อัมพาต อ่อนแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ หรืออ่อนแรงของร่างกายครึ่งซีก โรคเบาหวาน สมองเสื่อม หลงลืม หรือ อัลไซเมอร์
หน้าที่หลักๆของผู้ช่วยพยาบาลดูแลผู้สูงอายุ มีดังนี้:
•   ยกเคลื่อนย้ายผู้ป่วย
•   พลิกตัวผู้ป่วย
•   อาบน้ำ ดูแลความสะอาดของร่างกาย
•   ช่วยแต่งตัวให้ผู้ป่วย และดูแลความสะอาดเครื่องแต่งกาย
•   ป้อนอาหาร หรือให้อาหารทางสายยาง กับผู้ป่วย
•   เตรียมอาหาร ปรุงอาหารให้กับผู้ป่วย
•   ช่วยเป็นธุระจัดซื้อของ หากผู้ป่วยต้องการซื้อหาข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ
•   ช่วยผู้ป่วยนำเงินไปชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย
•   เป็นธุระ หรือช่วยผู้ป่วย,ผู้สูงอายุ ปฏิบัติภาระกิจต่างๆ
•   จัดเตรียม และให้ยากับผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุ
•   อยู่เป็นเพื่อนผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุ
•   ให้กำลังใจ และทำให้ผู้ป่วยเบิกบาน
 
                   ผู้ช่วยพยาบาล หรือผู้ดูแลผู้ป่วย จะมีหน้าที่ดูแลกิจวัตรประจำวันต่างๆให้ผู้ป่วย

ทำไมงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุ, ผู้ช่วยพยาบาลเป็นงานที่หนัก?

ผู้ป่วย หรือผู้สูงวัยเป้นผู้ที่เจ็บป่วย จะไม่ค่อยรับรู้ในสิ่งต่างๆ ดังนั้นท่านเหล่านี้หลายครั้งไม่ค่อยร่วมมือในการดูแลรักษา ทำให้ยากแก่การปรนนิบัตร ในหลายโอกาส ผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุนี้ อาจจะมีบุคคลิกภาพที่แปรเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนก่อนที่จะเจ็บป่วย โดยเฉพาะหากผู้ป่วยท่านนั้นป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม ทำให้ญาติที่ดูแลผู้ป่วยบางครั้งรู้สึกตึงเครียดไปกับความเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วย

บางครั้งผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุที่เราดูแล อาจจะมีอารมณ์แปรปรวน หรือก้าวร้าวได้ บางครั้งอาจตะโกน ด่าทอ หรือทำร้ายผู้ดูแล ทำให้ผู้แลเกิดความเครียด

อาการที่แสดงว่าผู้เฝ้าไข้เกิดความเครียดจากงาน

Common signs of caregiver stress include the following:
•   หงุดหงิดง่าย ดูไม่มีความสุข หรือเบื่อหน่ายกับชีวิต
•   ร้องไห้เก่งขึ้น
•   ขาดความกระตือรือร้น ไม่ค่อยมีพลังหรือแรงกระตุ้นในการทำงาน
•   รู้สึกไม่มีเวลาให้กับตนเองพอ
•   นอนหลับยากขึ้น และพอต่นขึ้นก็ไม่อยากลุกออกจากเตียง
•   มีปัญหาด้านการทาน อาจทานมาก หรือน้อยกว่าปกติที่เคยเป็น
•   ไม่ค่อยออกไปเจอญาติมิตร เพื่อนฝูง
•   ไม่ค่อยสนใจในงานอดิเรก หรือกิจกรรมที่ตนเองเคยสนใจทำ หรือเข้าร่วม
•   รู้สึกโกรธผู้ที่เราดูแล, คนหรือสภาวะการณ์ รอบข้าง
นอกจากนี้แล้ว งานของผู้ช่วยพยาบาลเป็นงานที่หนัก และในหลายครั้งผู้ช่วยพยาบาลก็อาจจะไม่ได้รับคำขอบคุณ หรือชมเชยจากผู้ป่วย หรือคนรอบข้าง ทำให้ขาดกำลังใจได้

                                ผู้ดูแลผู้ป่วย หรือผู้ช่วยพยาบาล ต้องดูแลรักษาตนเองให้ดี
                                       จะได้มีพลัง หรือมีกำลังใจ ไปดูแลผู้อื่นได้อย่างดี


ข้อพึงปฏิบัติหากทราบว่าเรามีความเครียดจากงาน หรือการเฝ้าไข้

จริงๆแล้วความรู้สึกเครียดกับงานเฝ้าไข้นี้สามารถเกิดได้ เพราะงานเฝ้าไข้ หรืองานดูแลผู้ป่วยเป็นงานที่สามารถก่อให้เกิดความเครียดได้ง่าย ซึ่งหากท่านไม่ลองมาทำงานนี้เอง ก็จะไม่ทราบว่างานเฝ้าไข้ หรือดูแลผู้ป่วยนี้เป็นงานที่ต้องเสียสละและอดทนอย่างสูง หากเราไม่ดูแลรักษาตัวเราให้ดี เราก็ไม่สามารถมีกำลังกาย กำลังใจที่จะไปดูแลผู้อื่นได้

ดังนั้นหากท่านมีความเครียดที่เกิดจากงานเฝ้าไข้ หรือดูแลผู้ป่วยนี้ ท่านน่าจะไปปรึกษากับแพทย์, ญาติมิตร หรือเพื่อนฝูงที่ท่านไว้ใจ และขอความช่วยเหลือให้มาช่วยท่านผ่อนเบาภาระการดูแลผู้ป่วยบ้าง และอย่ารู้สึกไม่ดีหรือรู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถ ที่ท่านต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น

นอกจากนี้แล้วท่านอาจจะลองสำรวจว่าแถวชุมชนของท่านมีโครงการ หรือบริการใดๆ ที่จัดเตรียมไว้สำหรับบริการผู้สูงอายุในรูปแบบใด ที่ท่านและผู้สูงอายุจะมาร่วมใช้บริการได้

หลักการเลือกสถานพยาบาลเพื่อดูแลผู้สูงอายุ

สถานที่ดูแลผู้สูงอายุ อาจจะมีเรียกชื่อเรียกต่างๆกัน
สถานที่ที่มีความพร้อมในด้านการรักษาพยาบาล ก็จะใช้คำเรียกว่า โรงพยาบาล โรงพยาบาลผู้สูงอายุ หรือสถานพยาบาลผู้สูงอายุ
ส่วนสถานที่ดูแลผู้สูงอายุที่ไม่เน้นการรักษาพยาบาล และการทำกายภาพบำบัด อาจเรียกเป็น ศูนย์ดูแลสูงอายุ สถานพักฟื้นผู้สูงอายุ ที่พักผู้สูงอายุ ที่พักคนชรา หรือบ้านพักคนชรา
ปัจจัยที่ควรคำนึง
ไม่ว่าเราจะเลือกสถานที่ที่ให้การดูแล กับผู้ที่เราเคารพรักแบบใดๆ ย่อมต้องใช้ความละเอียด พิถีพิถัน และใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้สูงอายุมีชีวิตบั้นปลายที่เป็นสุขสงบ

                                         การเลือกสถานที่ดูแลผู้สูงอายุให้ถูกต้อง เหมาะสม
                                  มีความสำคัญยิ่งต่อคุณภาพชีวิต และความสุขของผู้สูงอายุ

หลักการในการเลือกสถานที่ดูแลผู้สูงอายุมีดังต่อไปนี้

ที่ตั้ง
ควรตั้งอยู่ในที่ที่เดินทางไปเยี่ยมได้สะดวก บางท่านอาจคิดว่า ควรให้ผู้สูงอายุพักอยู่ที่ต่างจังหวัดไกลๆ เพราะอากาศดี อันนี้ขอให้ท่านคำนึงถึง ความสะดวกในการเดินทางด้วย เพราะท่านอาจไปเยี่ยมเยียนท่านผู้สูงอายุได้ยากขึ้น
สำหรับท่านที่อยู่ในกรุงเทพอาจต้องคัดเลือกสถานที่สักหน่อย เพราะบางครั้งอาจจะมีปัญหาด้านการจราจร หรือเดินทางเข้าเยี่ยมลำบาก เพราะสถานที่ตั้งอยู่ในซอยลึก ดังนั้นเราควรเลือกที่ใกล้บ้าน หรือตั้งใกล้กับรถไฟฟ้า ทางด่วน หรือรถประจำทางเข้าถึงสะดวก
 
การดูแลรักษาพิเศษ

เมื่อสูงวัยขึ้น ผู้สูงอายุหลายท่านมักเริ่มมีปัญหาด้านสุขภาพมากขึ้น การดูแลก็จะซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นสถานที่ที่เหมาะสมกับผู้ที่ท่านรัก ควรจะต้องมีความพร้อม อาทิเช่น มีศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูหรือศูนย์กายภาพบำบัด มีเครื่องช่วยชีวิต หรือเครื่องช่วยหายใจ หรือมีหน่วยการดูแลผู้ป่วยทางจิตเวชเพื่อรองรับผู้ป่วยที่อาจมีความสับสน หรือก้าวร้าว
และที่สำคัญควรมีคณะแพทย์มาร่วมในการดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง

                                การพาผู้สูงอายุออกไปท่องเที่ยวนอกสถานที่ เป็นกิจกรรมที่
                              สร้างความหลากหลาย และช่วยกระตุ้นผู้สูงอายุได้ดีอย่างหนึ่ง  

บริการอื่นๆที่จัดให้

เนื่องจากผู้สูงวัย มักใช้บริการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเป็นระยะเวลายาว ดังนั้นน่าจะมีการจัดเตรียมบริการพิเศษต่างๆ เพื่อเพิ่มความสุขให้กับท่าน อาทิเช่น กิจกรรมทางศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม การท่องเที่ยว หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ผู้สูงอายุสนใจ หรือแม้แต่การจัดเตรียมอาหารพิเศษ ที่ผู้สูงวัยต้องการ
นอกจากนี้หากเจ้าหน้าที่หรือเพื่อนๆของผู้สูงวัย สามารถพูดภาษาของ ผู้มารับการบริการได้ จะช่วยทำให้บริการตรงใจผู้มารับบริการมากขึ้น

สถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวก

ก่อนอื่นท่านต้องตรวจสอบว่า สถานบริการผู้สูงอายุนี้ได้รับการจดทะเบียน มีใบอนุญาตอย่างถูกกฏหมายหรือไม่ เพราะสถานพยาบาลที่ไม่ถูกกฏหมาย การบริการมักไม่ได้มาตรฐาน สถานที่ต้องสะอาด และมีการบำรุงรักษาสถานที่อย่างดี ไม่มีกลิ่น ผู้สูงอายุแต่งกายดี สะอาดสะอ้าน มีที่จัดสันทนาการรวมให้ผู้สูงอายุ และมีเนื้อที่ให้ผู้สูงอายุเก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว

เจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่ควรแต่งกายเรียบร้อย ดูสุภาพ เป็นมิตร และได้รับการอบรมก่อนปฏิบัติงาน เพราะการดูแลผู้สูงอายุต้องใช้ทักษะ และความสามารถหลากหลาย
อีกทั้งเจ้าหน้าที่ควรได้รับการฝึกฝน ให้มีความสามารถในแก้ไขปัญหาต่างๆของผู้สูงอายุ ได้อย่างลุล่วง อาทิเช่น ปัญหาความก้าวร้าวและขาดเหตุผลที่พบได้ในผู้สูงวัยบางท่าน
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่จะต้องรับการฝึกอบรมให้เคารพผู้สูงอายุ และบริการผู้สูงอายุด้วยความเต็มใจและสุภาพ

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

โรคไตวายเรื้อรัง

ไตเป็นอวัยวะที่มีรูปร่างคล้ายถั่ว ขนาดเท่ากับกำปั้นมือ มีอยู่ 2 ข้าง ตั้งอยู่ที่หลัง ข้างกระดูกไขสันหลัง ทั้ง 2 ข้าง ไตทำหน้าที่ขับน้ำและของเสียจากเลือดออกนอกร่างกาย
โรคไตวาย เกิดจากการที่ไตไม่สามารถขับน้ำเกลื่อแร่ และของเสียออกจากร่างกาย ทำให้ร่างกายเสียสมดุลย์
                  
                             
                                                                                                                                                                           มีรูปร่างคล้ายเม็ดถั่ว แต่ละข้างหนักราว 150 กรัม

การดำเนินโรค

โรคไตวายนี้มักจะมีการดำเนินโรคมักจะเป็นไปอย่างช้าๆ โดยโรคที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไตวายที่พบบ่อยที่สุดได้แก่ โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง

อาการ

ในช่วงแรกของการเกิดโรค ผู้ป่วยอาจจะไม่มีอาการ ต่อมาผู้ป่วยอาจจะมีอาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย ปวดศรีษะ สะอึกบ่อยๆ คันทั่วร่างกาย เมื่ออาการเป็นมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออกง่าย ซีด บวม ซึมลงจนหมดสติและชัก และเสียชีวิตในที่สุดได้
 
การรักษา

การรักษาเน้นไปที่การควบคุมป้องกันไม่ให้ไตเสียเร็ว ผู้ป่วยควรจำกัดอาหารบางอย่าง เช่น อาหารเค็ม ผลไม้ และอาหารที่มีโปรตีนสูง ถ้าความดันโลหิตสูงต้องควบคุมให้ดี ยาจะช่วยลดอาการได้บ้าง แต่ไม่มียาอะไรที่จะขับของเสียออกจากร่างกายได้
วิธีที่จะขับของเสียและน้ำออกจากร่างกายได้ คือ การล้างไต หรือเปลี่ยนถ่ายไต
             โรคไต ควรจำกัดอาหารที่เค็ม หรือมีโปแตสเซียมสูง เช่น กล้วย มะเขือเทศ ฯลฯ
 

อาหารสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง

จำกัดอาหารโปรตีน: ปกติแล้วไตจะขับถ่ายยูเรีย ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดจาก การเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีน ในผู้ป่วยไตวาย ไตจะไม่สามารถขับยูเรียออกได้เท่าคนปกติ ดังนั้นจึงควรจำกัดอาหารโปรตีน เพื่อไม่ให้ยูเรียคั่งในร่างกาย
 
จำกัดปริมาณเกลือ: ไม่ควรทานอาหารรสเค็ม ทานเกลือได้ไม่เกิน 4-6 กรัม/วัน เพื่อป้องกันไม่ให้มีของเหลวคั่งในร่างกาย หรือบวม เพราะจะทำให้การควบคุมความดันโลหิตเป็นไปได้ยาก

จำกัดปริมาณน้ำดื่ม: ผู้ป่วยโรคไตวาย จะมีปัญหาด้านการขับน้ำออกจากร่างกายดังนั้นจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณน้ำ

จำกัดปริมาณโปแตสเซี่ยม: ผู้ป่วยโรคไตวาย จะขับโปแตสเซี่ยมออกได้ไม่ใคร่ดี และหากมีโปแตสเซียมในร่างกายมากไป จะทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงกับชีวิต อาหารมีปริมาณโปแตสเซียมสูง และควรพึงระวังคือ กล้วย ส้ม ถั่ว และมันฝรั่ง

จำกัดปริมาณฟอสฟอรัส: ผู้ป่วยโรคไต จะขับฟอสฟอรัสได้น้อย ดังนั้นระดับฟอสฟอรัสในเลือดจะสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมในกระดูก เกิดกระดูกผุบางได้ อาหารที่มีปริมาณฟอสฟอรัสมากคือ ไข่ ถั่ว นม น้ำอัดลม

เบาหวาน

เบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง   เกิดจากร่างกายผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถนำอินซูลินที่ผลิตมาไปใช้ได้
ปกติอินซูลินจะช่วยเปลี่ยนน้ำตาลจากอาหารที่เราทาน ไปเก็บไว้เป็นพลังงาน ในเซลล์ต่างๆของร่างกาย หากร่างกายมีอินซูลินไม่พอ หรือไม่สามารถใช้อินซูลินได้ ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะสูง
หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานๆ จะก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆตามมาได้แก่ โรคไต, จอประสาทตาเสื่อม และโรคหลอดเลือดอื่นๆ
อาการและอาการแสดง
ผู้ป่วยอาจจะมาพบแพทย์ ด้วยอาการ ปัสสาวะบ่อย, กินน้ำบ่อย, กินอาหารจุและน้ำหนักลด ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการใดๆ แต่ตรวจพบจาก การเจาะเลือดตรวจร่างกาย


                              การวินิจฉัยโรคเบาหวาน โดยการตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือด
 

การวินิจฉัยโรค

วินิจฉัยโดยการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด
ในผู้ป่วยที่อดอาหารและตรวจพบระดับน้ำตาลที่สูงกว่า 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เป็นเวลา 2 ครั้ง
หรือเจาะน้ำตาลที่เวลาใดเวลาหนึ่งโดยไม่ต้องอดอาหาร สูงกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็ถือว่าเป็นโรคเบาหวานเช่นเดียวกัน

ชนิดของโรคเบาหวาน

เบาหวานชนิดที่ 1  มักเกิดตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ เป็นเพราะร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ จึงจำเป็นต้องให้การรักษาด้วยอินสุลินแบบฉีด

เบาหวานชนิดที่ 2  โรคเบาหวานที่เราเจอ มักจะเป็นชนิดที่2 มักเจอในผู้ใหญ่ เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ หรือร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ปัจจุบันเราพบโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากขึ้น เพราะมีประชากรสูงอายุมากขึ้น และมีจำนวนคนที่อ้วน และไม่ใคร่ได้ออกกำลังกายมากขึ้น

เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ภาวะเบาหวานชนิดนี้ จะเกิดในผู้ที่ปกติแล้วระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ได้ป่วยเป็นเบาหวาน แต่จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงในระหว่างการตั้งครรภ์เท่านั้น


                                                การรับประทานผักและผลไม้สด จะช่วยควบคุม
                                                     ระดับน้ำตาลในเลือด ในผู้ป่วยเบาหวาน
 
การรักษาโรค

จุดประสงค์ของการรักษาโรคเบาหวาน ไม่เพียงแต่ควบคุมน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเท่านั้น แต่ยังต้องเฝ้าระวังไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆด้วย
โดยการรักษาจะใช้ยา ซึ่งอาจจะเป็นยากิน และยาฉีด(อินซูลิน) ร่วมกัน
การปฎิบัติตัวให้ผู้ป่วยเบาหวาน

อาหาร   ควรทานผักให้มาก โดยเฉพาะผักประเภทใบ และถั่วสด เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ถั่วแขก ถั่วฝักยาว ฯลฯ เลือกทานทานผลไม้ที่หวานน้อย เช่น ส้ม มะละกอ พุทรา ฝรั่ง งดของหวานทุกชนิด และขนมที่ใส่น้ำตาล หลีกเลี่ยงอาหารทอดที่มีน้ำมันมาก

การออกกำลังกาย   จะช่วยควบคุมน้ำหนัก, ลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน นอกจากนี้การออกกำลังกาย ก็ช่วยทำให้จิตใจเบิกบานสดชื่นได้อีกด้วย

งดสูบบุหรี่   ปกติแล้วผู้ป่วยเบาหวาน จะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่นโรคหัวใจ อัมพาต อัมพฤกษ์ โรคไตวายเรื้อรัง โรคทางระบบประสาท ฯลฯ มากกว่าคนปกติ การสูบบุหรี่จะยิ่งเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนดังกล่าว

ความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบบ่อย และเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ โรคสมอง โรคไต และโรคทางหลอดเลือด เป็นต้น
ดังนั้นการรักษาและป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงนี้ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

                                     หมั่นตรวจเช็คความดันโลหิต หากผิดปกติให้ปรึกษาแพทย์

การวินิจฉัยโรค

ความดันโลหิตปกติ หมายถึง ความดันอยู่ในช่วง 120/80 mmHg
ความดันโลหิตเริ่มสูง หมายถึง ความดันอยู่ในช่วง 120-139/80-99 mmHg
ความดันโลหิตสูง หมายถึง ความดันที่สูงกว่า 139/90 mmHg
ทั้งนี้การวัดความดันโลหิต ควรทำการวัดอย่างน้อย 2 ครั้ง ในระยะเวลาที่ต่างกัน
 
ความชุกของโรค

พบผู้ใหญ่เป็นโรคนี้ประมาณ 20% โดยเฉพาะในผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี จะมีโอกาสเกิดโรคนี้สูงมาก
สาเหตุของโรค
ประมาณ 90-95 % ของผู้ป่วย ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด มีผู้ป่วยบางกลุ่ม ที่มีสาเหตุมาจากโรคอื่นๆ เช่น โรคไต, โรคหลอดเลือด, โรคทางต่อมไร้ท่อ เป็นต้น

การรักษา

ผู้ป่วยควรจะดูแลสุขภาพของตนเองร่วมกับรักษาด้วยยา
โดยมีข้อแนะนำดังนี้
  1. 1. กรณีที่ผู้ป่วยอ้วนควรลดน้ำหนัก
  2. 2. ลดการดื่มแอลกอฮอล์
  3. 3. ออกกำลังกายเป็นประจำ
  4. 4. ไม่รับประทานอาหารเค็ม
  5. 5. ไม่สูบบุหรี่
  6. 6. ลดการกินอาหารมัน
  7. 7. หลีกเลี่ยงความเครียด

เข่าเสื่อม


โรคข้อเข่าเสือมเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมักจะมาพบแพทย์ ด้วยอาการปวดเข่า
อาการ
ในช่วงแรกอาการปวดอาจจะดีขึ้นเมื่อผู้ป่วยพักการทำงาน หรือกินยาแก้ปวดทั่วไป และผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการข้อแข็งในช่วงเช้าๆ
ต่อมาเมื่อโรคเป็นมากขึ้น อาการของโรคก็จะแสดงออกชัดขึ้น โดยอาการปวดจะเป็นรุนแรง และไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาแก้ปวดทั่วไป หรืออาจจะมีรูปร่างของข้อที่ผิดรูป (เข่าโก่ง)
เมื่อตรวจร่างกายบริเวณข้อที่ปวด อาจจะไม่พบอาการปวดบวม แดง ร้อน แต่อาจพบว่า การเคลื่อนที่ของข้อลดลงและอาจมีกล้ามเนื้อลีบร่วมด้วย

                                         ภาพซ้ายแสดงถึงข้อเข่าเสื่อม กระดูกอ่อนเริ่มสึกหรอ
                                          ผิวข้อไม่เรียบ ข้อเคลื่อนไหวติดขัด ฝืด มีเสียงคล้าย
                                              กระดาษทรายถูกัน   ภาพขวาเป็นข้อเข่าที่ปกติ

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ได้แก่ ผู้สูงอายุ, อ้วน, ผู้หญิง, ผู้ที่มีประวัติการทำงานที่ใช้ข้อมากๆ และผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคข้อเสื่อม
 
การรักษา

ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ เพื่อพิจารณาการใช้ยา นอกจากนั้นผู้ป่วยควรดูแลสุขภาพตนเอง โดยในกรณีที่ผู้ป่วยอ้วน ควรลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ทำกายภาพบำบัด ลดการใช้ข้อที่มีอาการอักเสบ

ปรับวิถีการดำเนินชีวิตใหม่  เพื่อให้อาการปวดทุเลา เช่นการปรับตัวในเรื่องการงอเข่า หลีกเลี่ยงการนั่งยอง ๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาส นั่งคุกเข่า ลดระยะทางการเดิน ไม่นั่งหรือยืนอยู่ในท่าเดียวนาน ๆ และการใช้ไม้เท้าช่วยในการเดิน

การทำกายภาพบำบัด   เป็นวิธีการรักษาที่มีประโยชน์มาก เพราะช่วยให้กล้ามเนื้อที่คอยพยุงข้อแข็งแรงมากขึ้น ทำให้ช่วยปกป้องข้อไม่ให้ผิดท่าหรือทำงานหนักเกินไป

การรักษาด้วยยา   ในกรณีที่อาการปวดไม่รุนแรงอาจใช้ยาแก้ปวดทั่วๆ ไป ได้แก่ พาราเซตามอล แต่ถ้าอาการปวดรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาเรื่องการใช้ยาเป็นกรณี

การผ่าตัด   ใช้ในกรณีที่รักษาด้วยยาและกายภาพบำบัดแล้ว อาการไม่ดีขึ้น
 

โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนหรือโรคกระดูกบาง เป็นโรคที่ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกน้อยลง ส่งผลให้กระดูกไม่แข็งแรง มีโอกาสหักง่ายกว่าคนทั่วไป โดยตำแหน่งที่กระดูกมักจะหัก ได้แก่ สะโพก , กระดูกสันหลัง และ กระดูกข้อมือ

                                ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกต่ำ หักง่าย
                                 ภาพซ้าย: เป็นกระดูกปกติ     ภาพขวา: เป็นกระดูกที่พรุน บาง

อาการและอาการแสดง

ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกบาง มักจะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ยกเว้น เมื่อมีอาการหักของกระดูก ก็จะมีอาการเจ็บปวดบริเวณที่มีกระดูกหัก

ปัจจัยเสี่ยง
ปัจจัยที่ทำให้มีโอกาสเกิดโรคกระดูกบางได้แก่ อายุมาก, เพศหญิง, ขาดฮอร์โมนเอสโตเจน, ภาวะหมดประจำเดือน, สูบบุหรี่, ได้รับแคลเซียมและวิตามินซีน้อย, พิษสุราเรื้อรัง และ การที่ออกกำลังกายมากหรือน้อยเกินไป

การวินิจฉัย
ทำได้โดยการวัดความหนาแน่นของกระดูก (bone mineral density)

การรักษา
โรคกระดูกพรุนสามารถป้องกันโดย หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมา และป้องกันการหกล้มในผู้ที่มีกระดูกบาง รวมทั้งให้ยาเพื่อเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก


                                                                                                                                                                                     การออกกำลังกาย เช่น การยกน้ำหนัก
ช่วยทำให้กระดูกหนาแน่น และแข็งแรงขึ้น

การรับประทานอาหาร
ผู้ป่วยควรได้รับแคลเซียม 1200 – 1500 มิลลิกรัม ต่อวัน โดยเลือกทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม (นม 1 แก้ว จะให้แคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัม) หรือทานแคลเซียมเม็ดเสริม

การออกกำลังกาย
การออกกำลังกายแบบ แอโรบิก, ยกน้ำหนัก สามารถทำให้ความหนาแน่นของกระดูกมากขึ้นได้

บุหรี่ และสุรา
ควรงดสูบบุหรี่ และควบคุมปริมาณการดื่มสุรา

ยา
ปัจจุบันมียาหลายชนิด ที่ให้ควบคู่ไปกับการให้แคลเซียม และ วิตามินซีเพื่อทำให้กระดูกมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น

กระดูกสะโพกหัก

สาเหตุของกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ มักเกิดจากการหกล้ม ส่วนสาเหตุอื่นๆของกระดูกสะโพกหัก อาจเกิดจากอุบัติเหตุรถยนต์ เนื้องอก หรือมีการติดเชื้อที่กระดูก
ปัจจัยเสี่ยง
ผู้ป่วยที่มีโรคกระดูกพรุน จะเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักสูง เพราะโรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่ทำให้กระดูกบาง อ่อนแอ และหักง่าย
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆอีก ได้แก่ ผู้ที่เป็นเพศหญิง โดยเฉพาะชาวฝรั่งเชื้อชาติคอเคย์เชี่ยน คนที่มีรูปร่างผอม หรือไม่ใคร่ได้เคลื่อนไหว
                                                         
                                                         x-ray แสดงถึงกระดูกสะโพกหัก          
อาการ

-   ปวดที่สะโพกมาก

-   ลงน้ำหนักที่ขาหรือยืนไม่ได้

-   บริเวณสะโพกจะรู้สึกขัดๆ มีรอยฟกช้ำ และบวม

-   ขาข้างที่สะโพกหักจะสั้น ไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ขาจะหมุนเข้าหรือออก
เมื่อไรที่ผู้สูงอายุหกล้ม และไม่สามารถลุกขึ้นยืน หรือเดินได้ ควรสงสัยก่อน ว่าอาจมีกระดูกสะโพกหัก อย่าเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยพักในท่าที่สบายที่สุด และโทรเรียกรถพยาบาล มารับผู้ป่วยไปตรวจรักษาต่อไป

แผลกดทับ

แผลกดทับ (Bedsores, Pressure Sores)

แผลกดทับ เกิดจากการที่มีการกดทับบริเวณผิวหนังเป็นเวลานาน ทำให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังลดลงและเกิดการตายของเซลล์และเนื้อเยื่อ มักเกิดในผู้ป่วยที่ไม่ค่อยรู้สึกตัว ช่วยตนเองหรือเคลื่อนไหวไม่ได้

การดำเนินโรค
เมื่อผิวหนังบริเวณที่ถูกกดทับ ขาดเลือดไปเลี้ยงได้ราวๆ 2-3 ชั่วโมง ผิวหนังบริเวณนั้นจะเริ่มตาย เจ็บ เปลี่ยนเป็นสีแดงหรือม่วง ซึ่งหากทิ้งไว้ไม่รักษา จะเกิดเป็นแผล และติดเชื้อได้ แผลกดทับที่เป็นมาก อาจกินลึกไปได้ถึงชั้นกล้ามเนื้อ ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการรักษานาน

                          ภาพแสดงลักษณะผิวหนังปกติ(ซ้าย)   และผิวหนังที่เกิดแผลกดทับ(ขวา)

ตำแหน่งที่เกิดแผลกดทับ

ที่พบได้บ่อยคือส่วนของร่างกายที่ไม่ค่อยมีไขมัน หรือบริเวณเนื้อเยื่อที่อยู่เหนือปุ่มกระดูกเช่น บริเวณก้นกบ ด้านข้างของสะโพก ส้นเท้า ตาตุ่ม

วิธีป้องกันการเกิดแผลกดทับ

ให้หมั่นสังเกตดูว่าผิวหนังของผู้ป่วยเริ่มมีรอยแดงหรือไม่ เพราะหากผิวเปลี่ยนสีแดงแสดงว่ามีอาการเริ่มต้นเป็นแผลกดทับ
การป้องกันแผลกดทับที่ดีนั้น ควรมีการพลิกตัวเปลี่ยนท่าผู้ป่วยบ่อยๆ ใช้เตียงลม หรือเบาะรองนุ่มๆ เพื่อลดแรงกดทับ รักษาผิวหนังให้แห้ง และสะอาดเสมอ



                  การใช้เตียงลม หรือเบาะรองนุ่มๆ ช่วยลดแรงกด และป้องกันการเกิดแผลกดทับ

การรักษาแผลกดทับ

ที่สำคัญควรให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์ เพื่อตรวจเช็คแผล เพราะในบางกรณี ผู้ป่วยอาจต้องการการรักษาเพิ่มเติม หากมีอาการรุนแรงหรือติดเชื้อ แต่โดยหลักแล้วการรักษาแผลกดทับจะเป็นไปตามวิธีการนี้

-   ลดแรงกดทับบริเวณแผล เช่นไม่นอนทับตรงบริเวณแผล หรือใช้เบาะนุ่มๆ หรือเตียงลม

-   ทำแผลและรักษาแผลให้สะอาด

-   ปกป้องบริเวณแผล โดยใช้ผ้าก็อซปิดแผลไว้

-   หากแผลใหญ่มาก แพทย์อาจพิจารณาใช้การผ่าตัดรักษาเข้าช่วย

-   หากมีการติดเชื้อแพทย์จะพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อรักษา

-   ทานอาหารที่มีประโยชน์ มีโปรตีน สารอาหารและพลังงาน เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ทำให้แผลกดทับหายเร็ว



ถุงลมโป่งพอง

   
โรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคที่เนื้อปอดถูกทำลาย ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก

 สาเหตุของโรค
สาเหตุของถุงลมโป่งพอง ที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ การสูบบุหรี่ นอกจากนั้นยังอาจเกิดจาก การสูดดมสิ่งที่เป็นพิษ เช่น มลภาวะ ไอเสีย ฝุ่น สารเคมี เป็นระยะเวลานาน ๆ
                                                             
 
                                                  
โดยปกติที่แล้วทางเดินหายใจมีลักษณะเหมือนกับต้นไม้กลับหัว โดยกิ่งก้านต้นไม้เปรียบเสมือนหลอดลม และมีถุงลมต่อลงมาจากหลอดลมส่วนปลาย
ในคนทั่วไป หลอดลมจะโล่งและ เปิดอยู่ตลอดเวลา ส่วนถุงลมก็จะเป็นที่แลกเปลี่ยนออกซิเจนให้กับร่างกาย
ในผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง ทางเดินหายใจ และถุงลมขาดประสิทธิภาพ การแลกเปลี่ยนอากาศจะเป็นไปได้ยากเพราะ
-   ทางเดินหายใจ และถุงลมขาดความยืดหยุ่น ก๊าซจึงเข้าออกยาก
-   ผนังของถุงลมบางส่วนถูกทำลาย จึงไม่สามารถแลกเปลี่ยนอากาศได้เต็มที่
-   ผนังของหลอดลมหนาผิดปกติ และบวม อากาศจึงเข้าไปได้น้อย
-   เซลล์ของทางเดินหายใจมักจะอักเสบ มีของเหลว และเมือกเกาะอยู่มาก จึงอุดกั้นทางเดินหายใจ อากาศเข้าไปยาก

อาการ
ในผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพอง ถุงลมและหลอดลมจะเสียความยืดหยุ่น ทำให้ลมที่จะเข้าปอดน้อยกว่าปกติ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนออกซิเจนก็ลดน้อยลงด้วย
ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในระยะเริ่มแรกมักจะไม่มีอาการ แต่ต่อมาเมื่อเป็นมากขึ้น อาการก็จะแสดงชัดขึ้นตามลำดับ โดยอาการสำคัญที่พบบ่อยๆ ได้แก่ หายใจลำบาก หอบ เหนื่อย และหายใจมีเสียงวี๊ด
การรักษา
ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาใด ที่สามารถทำให้โรคถุงลมโป่งพองหายได้ แต่การใช้ยาจะช่วยให้ ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และปอดถูกทำลายช้าลง

พาร์กินสัน

โรคพาร์กินสัน เป็นโรคที่เกิดจากการที่มีความผิดปกติของสมอง ผู้ป่วยโรคนี้ จะมีความผิดปกติของ การเคลื่อนไหว
ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจะมีอาการทรุดลงไปตามกาลเวลา พบโรคนี้ในเพศหญิงและชายเท่าๆกัน และพบในทุกอายุ แต่จะพบมากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
อาการของโรคพาร์กินสันเป็นอย่างไร ?
เนื่องจากโรคพาร์กินสันเป็น โรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของสมอง และระบบประสาทส่วนกลาง ผู้ป่วยจะมีอาการหลักๆ 4 อย่างที่พบได้บ่อยคือ

-   การสั่นของมือ แขนขา ขากรรไกร และศีรษะ

-   ลำตัวแขนและขาเกร็ง

-   เคลื่อนไหวช้า

-   มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว ผู้ป่วยจะหกล้มง่าย
นอกจากอาการหลัก 4 อย่างนี้แล้วยังพบว่า ลายมือของผู้ป่วยเปลี่ยนไป ผู้ป่วยเขียนหนังสือลำบาก และตัวเขียนจะค่อยๆ เขียนเล็กลงๆ จนอ่านไม่ออก, ใบหน้าไม่แสดงความรู้สึก สีหน้าเฉยเมย, พูดเสียงเครือๆ และค่อยมากจนฟังไม่ชัดเจน ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมักมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย และนอนไม่ใคร่หลับ


ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจะเดินหลังค่อม ไม่แกว่งแขน และก้าวเท้าสั้นๆ ในช่วงแรก
ต่อมาจะก้าวยาวขึ้นเรื่อยๆ จนเร็วมาก และหยุดทันทีทันใดไม่ได้จะล้มหน้าคว่ำ

การรักษา
โรคพาร์กินสัน เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้หายขาดได้ การให้ยาเป็นการช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ผู้ป่วยจำเป็นที่จะต้องออกกำลังกาย และทำกายภาพบำบัด
การออกกำลังกาย และการทำกายภาพบำบัด จะช่วยเพิ่มความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อและกระดูก ฝึกการทรงตัว และช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบาย แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และช่วยตนเองได้มากขึ้น



 
หากผู้ป่วยโรคพาร์กินสันไม่ได้รับการรักษา อาการของโรคพาร์กินสัน จะทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวัน ด้วยความยากลำบาก ผู้ป่วยจะมีอาการสั่น และเกร็งมาก และมีโอกาสหกล้มมากขึ้น หรือกลืนลำบาก สำลักอาหารง่ายขึ้น

อัลไซเมอร์, หลงลืม

อัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติของสมอง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสมองส่วนที่เกี่ยวกับความคิด ความจำ และการใช้ภาษา
    อัลไซเมอร์พบได้มากในผู้ใด
อัลไซเมอร์ พบมากในกลุ่มผู้สูงวัย และกลุ่มผู้ป่วยโรคนี้มีมากกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก พบผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้ในทุกเชื้อชาติ แต่พบว่าผู้หญิงเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย


                                               ภาพแสดงเซลล์สมองฝ่อในผู้ป่วยอัลไซเมอร์
   

 การดำเนินของโรค
ตามธรรมชาติของโรค อาการของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์นี้ จะเป็นมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อาการระยะเริ่มต้นของโรค จะสังเกตุได้ยาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ป่วยจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการคิด ขาดเหตุผล ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ ขาดสมาธิ หลงลืม ไม่สามารถดูแลตนเองได้ หรือหากเป็นมากขึ้น ผู้ป่วยก็จะพูดไม่ได้ โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมหรือบุคคลิกภาพ

    การป้องกัน รักษาและชลอการดำเนินโรค
 ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ผลการวิจัยต่างๆพบว่ากิจกรรมต่างๆข้างล่างนี้ จะช่วยป้องกันหรือชลอการดำเนินไปของโรคได้

-   ทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ

-   หลีกเลี่ยงความเครียด

-   เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ และมีกิจกรรมสังคม กับญาติมิตร เพื่อนฝูง

-   ฝึกฝนการใช้สมอง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จะช่วยชลอความเสื่อมของสมองได้ 

       การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์
ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ที่ยังไม่มีอาการมาก ก็ต้องการ การดูแลอย่างใกล้ชิด และต้องการความช่วยเหลือ ในกิจวัตรประจำวันต่างๆ อาทิเช่น การดูแลเรื่องอาหารการกิน การจับจ่าย หรือซื้อข้าวของต่างๆ
แต่หากผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น ก็จะต้องการการดูแลที่มากขึ้นไปด้วย เพราะผู้ป่วยจะหลงลืม จำบุคคลใกล้ชิดไม่ได้ ประกอบกิจวัตรประจำวันต่างๆที่ตนเองเคยทำประจำไม่ได้ เช่น อาบน้ำ ทานอาหาร แต่งตัว ผู้ป่วยจะมีสับสนแม้กับสิ่งแวดล้อมที่ตนคุ้นเคย
ในระยะท้ายๆของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยจะไม่สามารถจำญาติ หรือเพื่อนสนิทได้ สูญเสียทั้งความจำระยะสั้น และระยะยาว
โดยทั่วไปผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 10 – 20 ปี ผู้ป่วยที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นอัลไซเมอร์บางท่าน อาจจะมีอาการซึมเศร้า วิตก กระสับกระส่าย หากอาการเป็นมากขึ้น บางท่านอาจมีอาการโมโหหงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย
ผู้ป่วยหลายท่านแม้ป่วยเป็นอัลไซเมอร์มากแล้ว ก็มักไม่ทราบถึงขีดจำกัดความสามารถตน ยังคงมองว่าตนเอง ยังสามารถทำอะไรหลายๆอย่างได้อยู่
ระยะท้ายของผู้ป่วยอัลไชม์เมอร์ จะมีความสับสนมาก และต้องพึ่งพาคนมากขึ้น ร่างกายผู้ป่วยจะทรุดโทรมลง ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้มาก มักต้องนั่ง หรือนอนเป็นประจำ

โรคอัมพาต อัมพฤกษ์ (Stroke)

โรคอัมพาต อัมพฤกษ์   เป็นโรคที่สมองขาดออกซิเจนอันเนื่องมาจาก เส้นเลือดไปเลี้ยงสมองอุดตัน หรือแตก ทำให้การทำงานของสมองส่วนต่างๆ ผิดปกติ
สมองเป็นอวัยวะที่ควบคุมหน้าที่ต่างๆของร่างกาย หากสมองตายไปเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง ผู้ป่วยอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับการพูด พฤติกรรม และความจำ นอกจากนี้ยังทำให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายในส่วนที่สมองส่วนนั้นๆ ควบคุมอ่อนแรง
ภาพแสดงถึงเส้นเลือดไปเลี้ยงสมองแตก
ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของ อัมพาต อัมพฤกษ์

ความผิดปกติของร่างกายที่เกิดขึ้นจะเป็นมากหรือน้อย ขึ้นกับว่าสมองส่วนใดขาดเลือดไปเลี้ยง และขาดเลือดไปเลี้ยงมากน้อยขนาดใด ตัวอย่างเช่น หากสมองด้านหลังขาดเลือดไปเลี้ยง ผู้ป่วยจะมีปัญหาเกี่ยวกับการมองหรือเห็นภาพ
 
ทำไมผู้ป่วยบางท่านจึงมีอาการ อ่อนแรงครึ่งซีก

ตามปกติแล้วสมองด้านขวาจะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกซ้าย และสมองด้านซ้ายจะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกขวา หากมีปัญหาหลอดเลือดอุดตัน หรือแตก เกิดกับสมองด้านขวา ร่างกายซีกซ้ายของผู้ป่วยจะอ่อนแรง และในทางตรงข้าม หากมีการอุดตันหรือแตกของเส้นเลือดในสมองด้านซ้าย ร่างกายซีกขวาของผู้ป่วยก็จะอ่อนแรง
 
การฟื้นฟูสภาพร่างกายของผู้ป่วยอัมพาต อัมพฤกษ์
 
การฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้ป่วยจะต้องมีการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป
จุดมุ่งหมายในการฟื้นฟูร่างกาย และการทำกายภาพบำบัด คือเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ฝึกฝนทักษะต่างๆ และเพิ่มความมั่นใจ และทำให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด

แนวทางการป้องกันโรคอัมพาต อัมพฤกษ์
  1. ควบคุมความดันโลหิต   ควรตรวจเช็คความดันโลหิตเป็นประจำ เพราะความดันโลหิตสูงจะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิด โรคอัมพาต อัมพฤกษ์
  2. ไม่สูบบุหรี่   การสูบบุหรี่จะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิด โรคอัมพาต อัมพฤกษ์ จากการวิจัยพบว่าผู้ที่เลิกบุหรี่ไปแล้ว 2-5 ปี จะมีโอกาสเกิดโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ น้อยกว่าผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่อยู่
  3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ   การออกกำลังกาย ทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น นอกจากนี้การออกกกำลังกายยังช่วย ในการควบคุมความดันโลหิตและน้ำหนักตัว ซึ่งจะเป็นการลดปัจจัยเสี่ยง ต่อการที่จะเกิดโรคอัมพาต อัมพฤกษ์
  4. ทานอาหารที่มีประโยชน์   ควรทานผักผลไม้สดให้มาก หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง และควรรับประทานปลาเป็นประจำเพราะปลาจะมี omega-3 fatty acids ที่ช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคอัมพาต อัมพฤกษ์
  5. ให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หากมีโรคเบาหวาน   ผู้ที่เป็นเบาหวานหากปล่อยให้น้ำตาลสูง โดยไม่ควบคุม เส้นเลือดจะแข็ง ตีบตัน ขาดความยืดหยุ่น ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิด โรคอัมพาต อัมพฤกษ์ มากขึ้น
 

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

แม่บ้าน - แม่ครัว

 @แม่บ้านทำงานบ้านทั่วไป และแม่บ้านที่สามารถทำอาหารได้
                    @แม่ครัวหรือกุ๊กที่มีความชำนาญในการทำอาหารทั้งอาหารไทย จีน ฝรั่ง




                                หน้าที่โดยสังเขปของแม่บ้าน-แม่ครัว
                                        - ปัดกวาด เช็ด ถู ทำความสะอาดบ้าน
                                        - ซัก-รีดเสื้อผ้า
                                        - ล้างจาน หุงข้าว ทำอาหาร
                                        - รดน้ำต้นไม้ เช็ดรถ
                                        - ดูแลสัตว์เลี้ยง
                                        - จ่ายตลาด
                                        - และอื่นๆตามสมควร


แม่บ้านทำงานบ้านทั่วไป - แม่ครัว
  อัตราเงินเดือน 7,000 - 9,000 บาท / เดือน

พี่เลี้ยงเด็ก

 @บริการจัดส่งทั้งพี่เลี้ยงเด็กอ่อน(แรกคลอด) และพี่เลี้ยงเด็กโต ครูพี่เลี้ยง
                      @พี่เลี้ยงเด็กพิเศษ เด็กสมาธิสั้น และเด็กที่เป็นออทิสติก

                            หน้าที่โดยสังเขปของพี่เลี้ยงเด็ก
                                • อาบน้ำเด็ก ให้นม  ป้อนอาหาร เอาเด็กเข้านอน
                                • ชงนมล้างขวดนม ซักเสื้อผ้าเด็ก ทำอาหารให้เด็ก
                                • ดูแลเสริมทักษะและการพัฒนาการของเด็กแต่ละวัย
                                • ปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น การวัดไข้ การเช็ดตัวเพื่อลดไข้ (ในกรณีที่เด็กไม่สบาย)
                                • ทำความสะอาดบริเวณ ห้องและอุปกรณ์ต่างๆของเด็ก
                                • และอื่นๆตามสมควร


พี่เลี้ยงเด็กแรกเกิด
   อัตราเงินเดือน 9,000 - 12,000 บาท/เดือน

พยาบาลเฝ้าไข้ - พี่เลี้ยงเด็ก

ดูแลผู้ป่วย-ผู้สูงอายุ
*ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้/ไม่ได้
                                *ผู้สูงอายุสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ ผู้ป่วยทางจิต
                                *ผู้ป่วยเรื้อรังในระยะพักฟื้นที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น เบาหวาน ความดัน
                                  โรคหัวใจ โรคไต โรคกระดูก ไขข้อ
                                *ผู้ป่วยอัมพฤกษ์/อัมพาต  ทำกายภาพบำบัดและที่มีแผลกดทับ
                                *ผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารทางสายยาง ดูดเสมหะ ให้ออกซิเจน พ่นยา

                            หน้าที่โดยสังเขปของพนักงานดูแลผู้ป่วย-ผู้สูงอายุ
                                • อาบน้ำ-เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า ดูแลทำความสะอาดร่างกายผู้สูงอายุ
                                • จัดยา จัดอาหาร ป้อนอาหาร
                                • ให้อาหารทางสายยาง ดูดเสมหะ (ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องให้อาหารทางสายยาง)
                                • ดูแลเรื่องการขับถ่าย  พลิกตัว ทำแผล
                                • ช่วยทำกายภาพบำบัดเบื้องต้น รวมถึงการพูดคุยสนทนา
                                • ทำความสะอาดบริเวณ-ห้องนอน-อุปกรณ์ของผู้ป่วย-ผู้สูงอายุและซักรีดเสื้อผ้า
                                • และอื่นๆตามความเหมาะสม


 พนักงานดูแลคนชรา/เฝ้าไข้
   อัตราเงินเดือน 8,000 - 12,000 บาท/เดือน

เกี่ยวกับเรา

ทุกวันนี้ศูนย์ค่อนข้างเปิดกิจการกันเยอะมาก ดิฉันและทีมงานผู้สื่อข่าวอิสระมองเห็นแล้วว่า ธุรกิจนี้จะไปได้ดี เมื่อมีความซื่อสัตย์ต่อ ลูกค้าและพนักงาน ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้บริการทุกท่าน จากทีมงานผู้สื่อข่าวและพยาบาลวิชาชีพ พร้อมแล้วบริการท่าน