แม่บ้าน/พี่เลี้ยงเด็ก/ดูแลผู้สูงอายุ/พยาบาลเฝ้าไข้

บริการ-จัดส่ง พนักงาน แม่บ้าน อายุตั้งแต่ 20-45 ปี

บริการ-พี่เลี้ยงเด็ก แรกเกิด-เด็กโต โดยพนักงานที่มีประสบการณ์และผ่านการอบรมจาก พยาบาลวิชาชีพ

บริการ-ดูแลผู้สูงอายุ อยู่เป็นเพื่อน คนชรา อาบน้ำเช็ดตัว จัดยาหาอาหาร พยุงเข้าห้องน้ำ ทำกายภาพบำบัด ให้อาหารทางสายยาง ดูดเสมหะ อัมพฤกษ์ อัมพาต ด้วยพนักงานที่มีประสบการณ์มากกว่า 7 ปี

ไม่มีพนักงานเปลี่ยนภายใน 3 วัน ยินดีคืนเงิน บริการ 24 ช.ม. มีทั้งหมด 3 สาขา จดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ทะเบียนเลขที่ 0108134705023 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2547



สนใจติดต่อได้ที่ 02-4823868 สายด่วน 086-4050017 (ตลอด 24 ช.ม)

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

กระดูกสะโพกหัก

สาเหตุของกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ มักเกิดจากการหกล้ม ส่วนสาเหตุอื่นๆของกระดูกสะโพกหัก อาจเกิดจากอุบัติเหตุรถยนต์ เนื้องอก หรือมีการติดเชื้อที่กระดูก
ปัจจัยเสี่ยง
ผู้ป่วยที่มีโรคกระดูกพรุน จะเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักสูง เพราะโรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่ทำให้กระดูกบาง อ่อนแอ และหักง่าย
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆอีก ได้แก่ ผู้ที่เป็นเพศหญิง โดยเฉพาะชาวฝรั่งเชื้อชาติคอเคย์เชี่ยน คนที่มีรูปร่างผอม หรือไม่ใคร่ได้เคลื่อนไหว
                                                         
                                                         x-ray แสดงถึงกระดูกสะโพกหัก          
อาการ

-   ปวดที่สะโพกมาก

-   ลงน้ำหนักที่ขาหรือยืนไม่ได้

-   บริเวณสะโพกจะรู้สึกขัดๆ มีรอยฟกช้ำ และบวม

-   ขาข้างที่สะโพกหักจะสั้น ไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ขาจะหมุนเข้าหรือออก
เมื่อไรที่ผู้สูงอายุหกล้ม และไม่สามารถลุกขึ้นยืน หรือเดินได้ ควรสงสัยก่อน ว่าอาจมีกระดูกสะโพกหัก อย่าเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยพักในท่าที่สบายที่สุด และโทรเรียกรถพยาบาล มารับผู้ป่วยไปตรวจรักษาต่อไป

แผลกดทับ

แผลกดทับ (Bedsores, Pressure Sores)

แผลกดทับ เกิดจากการที่มีการกดทับบริเวณผิวหนังเป็นเวลานาน ทำให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังลดลงและเกิดการตายของเซลล์และเนื้อเยื่อ มักเกิดในผู้ป่วยที่ไม่ค่อยรู้สึกตัว ช่วยตนเองหรือเคลื่อนไหวไม่ได้

การดำเนินโรค
เมื่อผิวหนังบริเวณที่ถูกกดทับ ขาดเลือดไปเลี้ยงได้ราวๆ 2-3 ชั่วโมง ผิวหนังบริเวณนั้นจะเริ่มตาย เจ็บ เปลี่ยนเป็นสีแดงหรือม่วง ซึ่งหากทิ้งไว้ไม่รักษา จะเกิดเป็นแผล และติดเชื้อได้ แผลกดทับที่เป็นมาก อาจกินลึกไปได้ถึงชั้นกล้ามเนื้อ ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการรักษานาน

                          ภาพแสดงลักษณะผิวหนังปกติ(ซ้าย)   และผิวหนังที่เกิดแผลกดทับ(ขวา)

ตำแหน่งที่เกิดแผลกดทับ

ที่พบได้บ่อยคือส่วนของร่างกายที่ไม่ค่อยมีไขมัน หรือบริเวณเนื้อเยื่อที่อยู่เหนือปุ่มกระดูกเช่น บริเวณก้นกบ ด้านข้างของสะโพก ส้นเท้า ตาตุ่ม

วิธีป้องกันการเกิดแผลกดทับ

ให้หมั่นสังเกตดูว่าผิวหนังของผู้ป่วยเริ่มมีรอยแดงหรือไม่ เพราะหากผิวเปลี่ยนสีแดงแสดงว่ามีอาการเริ่มต้นเป็นแผลกดทับ
การป้องกันแผลกดทับที่ดีนั้น ควรมีการพลิกตัวเปลี่ยนท่าผู้ป่วยบ่อยๆ ใช้เตียงลม หรือเบาะรองนุ่มๆ เพื่อลดแรงกดทับ รักษาผิวหนังให้แห้ง และสะอาดเสมอ



                  การใช้เตียงลม หรือเบาะรองนุ่มๆ ช่วยลดแรงกด และป้องกันการเกิดแผลกดทับ

การรักษาแผลกดทับ

ที่สำคัญควรให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์ เพื่อตรวจเช็คแผล เพราะในบางกรณี ผู้ป่วยอาจต้องการการรักษาเพิ่มเติม หากมีอาการรุนแรงหรือติดเชื้อ แต่โดยหลักแล้วการรักษาแผลกดทับจะเป็นไปตามวิธีการนี้

-   ลดแรงกดทับบริเวณแผล เช่นไม่นอนทับตรงบริเวณแผล หรือใช้เบาะนุ่มๆ หรือเตียงลม

-   ทำแผลและรักษาแผลให้สะอาด

-   ปกป้องบริเวณแผล โดยใช้ผ้าก็อซปิดแผลไว้

-   หากแผลใหญ่มาก แพทย์อาจพิจารณาใช้การผ่าตัดรักษาเข้าช่วย

-   หากมีการติดเชื้อแพทย์จะพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อรักษา

-   ทานอาหารที่มีประโยชน์ มีโปรตีน สารอาหารและพลังงาน เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ทำให้แผลกดทับหายเร็ว



ถุงลมโป่งพอง

   
โรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคที่เนื้อปอดถูกทำลาย ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก

 สาเหตุของโรค
สาเหตุของถุงลมโป่งพอง ที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ การสูบบุหรี่ นอกจากนั้นยังอาจเกิดจาก การสูดดมสิ่งที่เป็นพิษ เช่น มลภาวะ ไอเสีย ฝุ่น สารเคมี เป็นระยะเวลานาน ๆ
                                                             
 
                                                  
โดยปกติที่แล้วทางเดินหายใจมีลักษณะเหมือนกับต้นไม้กลับหัว โดยกิ่งก้านต้นไม้เปรียบเสมือนหลอดลม และมีถุงลมต่อลงมาจากหลอดลมส่วนปลาย
ในคนทั่วไป หลอดลมจะโล่งและ เปิดอยู่ตลอดเวลา ส่วนถุงลมก็จะเป็นที่แลกเปลี่ยนออกซิเจนให้กับร่างกาย
ในผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง ทางเดินหายใจ และถุงลมขาดประสิทธิภาพ การแลกเปลี่ยนอากาศจะเป็นไปได้ยากเพราะ
-   ทางเดินหายใจ และถุงลมขาดความยืดหยุ่น ก๊าซจึงเข้าออกยาก
-   ผนังของถุงลมบางส่วนถูกทำลาย จึงไม่สามารถแลกเปลี่ยนอากาศได้เต็มที่
-   ผนังของหลอดลมหนาผิดปกติ และบวม อากาศจึงเข้าไปได้น้อย
-   เซลล์ของทางเดินหายใจมักจะอักเสบ มีของเหลว และเมือกเกาะอยู่มาก จึงอุดกั้นทางเดินหายใจ อากาศเข้าไปยาก

อาการ
ในผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพอง ถุงลมและหลอดลมจะเสียความยืดหยุ่น ทำให้ลมที่จะเข้าปอดน้อยกว่าปกติ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนออกซิเจนก็ลดน้อยลงด้วย
ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในระยะเริ่มแรกมักจะไม่มีอาการ แต่ต่อมาเมื่อเป็นมากขึ้น อาการก็จะแสดงชัดขึ้นตามลำดับ โดยอาการสำคัญที่พบบ่อยๆ ได้แก่ หายใจลำบาก หอบ เหนื่อย และหายใจมีเสียงวี๊ด
การรักษา
ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาใด ที่สามารถทำให้โรคถุงลมโป่งพองหายได้ แต่การใช้ยาจะช่วยให้ ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และปอดถูกทำลายช้าลง

พาร์กินสัน

โรคพาร์กินสัน เป็นโรคที่เกิดจากการที่มีความผิดปกติของสมอง ผู้ป่วยโรคนี้ จะมีความผิดปกติของ การเคลื่อนไหว
ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจะมีอาการทรุดลงไปตามกาลเวลา พบโรคนี้ในเพศหญิงและชายเท่าๆกัน และพบในทุกอายุ แต่จะพบมากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
อาการของโรคพาร์กินสันเป็นอย่างไร ?
เนื่องจากโรคพาร์กินสันเป็น โรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของสมอง และระบบประสาทส่วนกลาง ผู้ป่วยจะมีอาการหลักๆ 4 อย่างที่พบได้บ่อยคือ

-   การสั่นของมือ แขนขา ขากรรไกร และศีรษะ

-   ลำตัวแขนและขาเกร็ง

-   เคลื่อนไหวช้า

-   มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว ผู้ป่วยจะหกล้มง่าย
นอกจากอาการหลัก 4 อย่างนี้แล้วยังพบว่า ลายมือของผู้ป่วยเปลี่ยนไป ผู้ป่วยเขียนหนังสือลำบาก และตัวเขียนจะค่อยๆ เขียนเล็กลงๆ จนอ่านไม่ออก, ใบหน้าไม่แสดงความรู้สึก สีหน้าเฉยเมย, พูดเสียงเครือๆ และค่อยมากจนฟังไม่ชัดเจน ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมักมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย และนอนไม่ใคร่หลับ


ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจะเดินหลังค่อม ไม่แกว่งแขน และก้าวเท้าสั้นๆ ในช่วงแรก
ต่อมาจะก้าวยาวขึ้นเรื่อยๆ จนเร็วมาก และหยุดทันทีทันใดไม่ได้จะล้มหน้าคว่ำ

การรักษา
โรคพาร์กินสัน เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้หายขาดได้ การให้ยาเป็นการช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ผู้ป่วยจำเป็นที่จะต้องออกกำลังกาย และทำกายภาพบำบัด
การออกกำลังกาย และการทำกายภาพบำบัด จะช่วยเพิ่มความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อและกระดูก ฝึกการทรงตัว และช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบาย แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และช่วยตนเองได้มากขึ้น



 
หากผู้ป่วยโรคพาร์กินสันไม่ได้รับการรักษา อาการของโรคพาร์กินสัน จะทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวัน ด้วยความยากลำบาก ผู้ป่วยจะมีอาการสั่น และเกร็งมาก และมีโอกาสหกล้มมากขึ้น หรือกลืนลำบาก สำลักอาหารง่ายขึ้น

อัลไซเมอร์, หลงลืม

อัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติของสมอง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสมองส่วนที่เกี่ยวกับความคิด ความจำ และการใช้ภาษา
    อัลไซเมอร์พบได้มากในผู้ใด
อัลไซเมอร์ พบมากในกลุ่มผู้สูงวัย และกลุ่มผู้ป่วยโรคนี้มีมากกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก พบผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้ในทุกเชื้อชาติ แต่พบว่าผู้หญิงเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย


                                               ภาพแสดงเซลล์สมองฝ่อในผู้ป่วยอัลไซเมอร์
   

 การดำเนินของโรค
ตามธรรมชาติของโรค อาการของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์นี้ จะเป็นมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อาการระยะเริ่มต้นของโรค จะสังเกตุได้ยาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ป่วยจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการคิด ขาดเหตุผล ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ ขาดสมาธิ หลงลืม ไม่สามารถดูแลตนเองได้ หรือหากเป็นมากขึ้น ผู้ป่วยก็จะพูดไม่ได้ โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมหรือบุคคลิกภาพ

    การป้องกัน รักษาและชลอการดำเนินโรค
 ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ผลการวิจัยต่างๆพบว่ากิจกรรมต่างๆข้างล่างนี้ จะช่วยป้องกันหรือชลอการดำเนินไปของโรคได้

-   ทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ

-   หลีกเลี่ยงความเครียด

-   เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ และมีกิจกรรมสังคม กับญาติมิตร เพื่อนฝูง

-   ฝึกฝนการใช้สมอง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จะช่วยชลอความเสื่อมของสมองได้ 

       การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์
ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ที่ยังไม่มีอาการมาก ก็ต้องการ การดูแลอย่างใกล้ชิด และต้องการความช่วยเหลือ ในกิจวัตรประจำวันต่างๆ อาทิเช่น การดูแลเรื่องอาหารการกิน การจับจ่าย หรือซื้อข้าวของต่างๆ
แต่หากผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น ก็จะต้องการการดูแลที่มากขึ้นไปด้วย เพราะผู้ป่วยจะหลงลืม จำบุคคลใกล้ชิดไม่ได้ ประกอบกิจวัตรประจำวันต่างๆที่ตนเองเคยทำประจำไม่ได้ เช่น อาบน้ำ ทานอาหาร แต่งตัว ผู้ป่วยจะมีสับสนแม้กับสิ่งแวดล้อมที่ตนคุ้นเคย
ในระยะท้ายๆของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยจะไม่สามารถจำญาติ หรือเพื่อนสนิทได้ สูญเสียทั้งความจำระยะสั้น และระยะยาว
โดยทั่วไปผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 10 – 20 ปี ผู้ป่วยที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นอัลไซเมอร์บางท่าน อาจจะมีอาการซึมเศร้า วิตก กระสับกระส่าย หากอาการเป็นมากขึ้น บางท่านอาจมีอาการโมโหหงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย
ผู้ป่วยหลายท่านแม้ป่วยเป็นอัลไซเมอร์มากแล้ว ก็มักไม่ทราบถึงขีดจำกัดความสามารถตน ยังคงมองว่าตนเอง ยังสามารถทำอะไรหลายๆอย่างได้อยู่
ระยะท้ายของผู้ป่วยอัลไชม์เมอร์ จะมีความสับสนมาก และต้องพึ่งพาคนมากขึ้น ร่างกายผู้ป่วยจะทรุดโทรมลง ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้มาก มักต้องนั่ง หรือนอนเป็นประจำ

โรคอัมพาต อัมพฤกษ์ (Stroke)

โรคอัมพาต อัมพฤกษ์   เป็นโรคที่สมองขาดออกซิเจนอันเนื่องมาจาก เส้นเลือดไปเลี้ยงสมองอุดตัน หรือแตก ทำให้การทำงานของสมองส่วนต่างๆ ผิดปกติ
สมองเป็นอวัยวะที่ควบคุมหน้าที่ต่างๆของร่างกาย หากสมองตายไปเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง ผู้ป่วยอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับการพูด พฤติกรรม และความจำ นอกจากนี้ยังทำให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายในส่วนที่สมองส่วนนั้นๆ ควบคุมอ่อนแรง
ภาพแสดงถึงเส้นเลือดไปเลี้ยงสมองแตก
ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของ อัมพาต อัมพฤกษ์

ความผิดปกติของร่างกายที่เกิดขึ้นจะเป็นมากหรือน้อย ขึ้นกับว่าสมองส่วนใดขาดเลือดไปเลี้ยง และขาดเลือดไปเลี้ยงมากน้อยขนาดใด ตัวอย่างเช่น หากสมองด้านหลังขาดเลือดไปเลี้ยง ผู้ป่วยจะมีปัญหาเกี่ยวกับการมองหรือเห็นภาพ
 
ทำไมผู้ป่วยบางท่านจึงมีอาการ อ่อนแรงครึ่งซีก

ตามปกติแล้วสมองด้านขวาจะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกซ้าย และสมองด้านซ้ายจะควบคุมการทำงานของร่างกายซีกขวา หากมีปัญหาหลอดเลือดอุดตัน หรือแตก เกิดกับสมองด้านขวา ร่างกายซีกซ้ายของผู้ป่วยจะอ่อนแรง และในทางตรงข้าม หากมีการอุดตันหรือแตกของเส้นเลือดในสมองด้านซ้าย ร่างกายซีกขวาของผู้ป่วยก็จะอ่อนแรง
 
การฟื้นฟูสภาพร่างกายของผู้ป่วยอัมพาต อัมพฤกษ์
 
การฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้ป่วยจะต้องมีการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป
จุดมุ่งหมายในการฟื้นฟูร่างกาย และการทำกายภาพบำบัด คือเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ฝึกฝนทักษะต่างๆ และเพิ่มความมั่นใจ และทำให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด

แนวทางการป้องกันโรคอัมพาต อัมพฤกษ์
  1. ควบคุมความดันโลหิต   ควรตรวจเช็คความดันโลหิตเป็นประจำ เพราะความดันโลหิตสูงจะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิด โรคอัมพาต อัมพฤกษ์
  2. ไม่สูบบุหรี่   การสูบบุหรี่จะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิด โรคอัมพาต อัมพฤกษ์ จากการวิจัยพบว่าผู้ที่เลิกบุหรี่ไปแล้ว 2-5 ปี จะมีโอกาสเกิดโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ น้อยกว่าผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่อยู่
  3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ   การออกกำลังกาย ทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น นอกจากนี้การออกกกำลังกายยังช่วย ในการควบคุมความดันโลหิตและน้ำหนักตัว ซึ่งจะเป็นการลดปัจจัยเสี่ยง ต่อการที่จะเกิดโรคอัมพาต อัมพฤกษ์
  4. ทานอาหารที่มีประโยชน์   ควรทานผักผลไม้สดให้มาก หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง และควรรับประทานปลาเป็นประจำเพราะปลาจะมี omega-3 fatty acids ที่ช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคอัมพาต อัมพฤกษ์
  5. ให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หากมีโรคเบาหวาน   ผู้ที่เป็นเบาหวานหากปล่อยให้น้ำตาลสูง โดยไม่ควบคุม เส้นเลือดจะแข็ง ตีบตัน ขาดความยืดหยุ่น ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิด โรคอัมพาต อัมพฤกษ์ มากขึ้น
 

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

แม่บ้าน - แม่ครัว

 @แม่บ้านทำงานบ้านทั่วไป และแม่บ้านที่สามารถทำอาหารได้
                    @แม่ครัวหรือกุ๊กที่มีความชำนาญในการทำอาหารทั้งอาหารไทย จีน ฝรั่ง




                                หน้าที่โดยสังเขปของแม่บ้าน-แม่ครัว
                                        - ปัดกวาด เช็ด ถู ทำความสะอาดบ้าน
                                        - ซัก-รีดเสื้อผ้า
                                        - ล้างจาน หุงข้าว ทำอาหาร
                                        - รดน้ำต้นไม้ เช็ดรถ
                                        - ดูแลสัตว์เลี้ยง
                                        - จ่ายตลาด
                                        - และอื่นๆตามสมควร


แม่บ้านทำงานบ้านทั่วไป - แม่ครัว
  อัตราเงินเดือน 7,000 - 9,000 บาท / เดือน